แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - <(*_*)>

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1
ความจริงถ้าคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยก็ต้องเปลี่ยนนะครับ
  อีกอย่างไม่ต้องทำให้มันตัวเล็กหรอกตัวหนังสืองะ เข้ามาแล้วตัวหนังสือเล็กจัง ถ้ากลัวคนวิจารณ์ก็ไม่ต้องตั้งเวป

2
พี่เชิดเลยครับ พี่เชิดชัย เป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดี  เป็นลูกที่ดี เป็นพี่ที่ทำงานที่ดีไม่อู้ไม่เอาเปรียบใคร
แต่ที่จะถามหาคนโสดหรือครับ......555+  ในสายตาของผู้ชายด้วยกันหนะหายากมากๆ  พี่ฮาตะเราก็ไม่รู้มีแฟนยัง 
หรือจะน้องกอล์ฟ ER นะ ไม่ใช่ห้องบัตร 55+

3
อยากมีชมรมคนที่ชื่อชมการตกปลา 
ไม่ว่าเพื่อจะหารายได้  หรือเพื่อนันทนาการ หรือเพื่อนำมาประกอบอาหาร
ขอสอบถามไปยังพี่ป้อมห้อง OR  พี่เชิด พี่ยม พี่ธเนตรพขร. หรือน้องจักรห้องแลป น้องโต้งนักคอม  น้องบุม ER และพี่ชะอม
เราควรจัดตั้งชมรม คนรักคัน (เป็นชมรมที่ตรงข้ามกับชมรมพุทธรรม 55+ เขาทำบุญ เราทำบาป ฮาฮาฮา )
เมื่อไหร่ดี สิ่งจำเป็นคือมันต้องมีประธาน และแหล่งมั่วสุม เฮ้ยไม่ใช่ที่ประชุมที่ไหนดี  เผื่อจะได้จัดทริปไปตกปลาต่างจังหวัดกันบ้าง

4
รักแรกคือสบตา
รักต่อมาคือยิ้มให้
รักแท้คือจริงใจ
รักมากไปคือน้ำตา

5
เมื่อมั่งมี มากมาย มิตรมามอง
เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมูหมา
เมื่อไม่มี หมดมิตร มุ่งมองมา
เมื่อมอดม้วย หมูหมา ไม่มามอง


กลอนอยู่หน้าบ้านน้องแฟ้ม บ้านบุมะกรุด

ว่าง ๆจะแต่ก.ไก่หมดบ้าง 555+

6
อิอิอิ  ยินดีต้อนรับ  ขับสู้ จู้ฮุกกรู

7
ถามตอบทั่วไป / ประวัติวันคริสต์มาส
« เมื่อ: ธันวาคม 18, 2009, 08:56:18 AM »

คือ การฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม
คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ  Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ
ว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" 
คำว่า "Christes Maesse"  พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี 1038
และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas ในภาษาไทย "คริสต์มาส" ก็มีความหมาย
เช่นกัน คำว่า "มาส" แปลว่า "เดือน"
เทศกาลคริสต์มาสจึง เป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพิเศษ
คำว่า"มาส" คือ"ดวงจันทร์" ตีความหมายในภาษาไทยคือพระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก
เหมือนดวงจันทร์ เป็นความสว่างในตอนกลางคืน  Merry X'mas คำว่า Merry
ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า"สันติสุขและความสงบทางใจ" คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น
ขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ    ถือเอาประเพณีของชนในท้องถิ่นนั้น
มาประยุกต์เข้ากับศาสนา โดยจัดให้มีการฉลองเพื่อระลึก ถึงการบังเกิดของพระเยซู
ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศประเพณี นี้
ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษ ที่ 4 และ ค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป

ประวัติ....ซานตาคลอส

วันคริสต์มาสนี้เริ่มตั้งแต่คริสตวรรษที่4 มีนักบุญคนหนึ่งชื่อ "นิโคลาส "
หรือ "เซนต์นิโคลาส" ท่านเป็นนักบุญ ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อเป็นเด็กหนุ่ม
ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆราชแห่งแคว้นไมรา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี
ท่านได้กลายเป็นนักบุญอุปถัมถ์ประจำชีวิตเด็ก เด็กในประเทศอังกฤษ จะเรียกคุณตาใจ
ดีว่า "คุณพ่อแห่งวันคริสต์มาส" ( Father Christmas )
เด็กเยอรมันนีเรียกว่า "ญาติแห่งพระคริสต์ " ( Christ Child )
เด็กชาวดัชท์เรียกว่า "ซาน นิโคลาส" หรือ "Sankt  Klous"
ในที่สุดกลายเป็น "ซานตาคลอส" ติดปากเด็กๆทั่วโลก
ในปี ค.ศ. 1866 นักวาดการ์ตูนชาวอเมริกัน ชื่อ โธมัส แนส เป็นคนแรกที่วาดภาพของ
ซานตาคลอสขึ้นมาลักษณะเหมือนที่เรา เห็นทุกวันนี้ ลงพิมพ์ในหนังสือ
"Horpers Weekly"เป็นครั้งแรกใบหน้าของซานตาคลอส
เป็นสีแดงอมชมพูเหมือนกลีบกุหลาบ จมูกแดงเหมือนผลเชอรี่สุก
นัยน์ตาสุกใสเป็นประกาย หนวดเคราสีขาวท่าทางใจดี   ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียง
ตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์
ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย คือความปิติยินดีชื่นชม
ความโอบอ้อมอารี ความรัก  และความเป็นกันเอง     
 

..ต้นคริสต์มาส..
ในสมัยโบราณหมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน
และทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ศตวรรษที่11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัด
ถึงความหมายของคริสต์มาสและเอาตันไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉากแสดงถึง
บาปกำเนิดของอาดัมและเอวาต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่าย
ที่สุดในประเทศเหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี
จนถึงศตวรรษที่15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง
เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่น เหมือน ลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง
และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง   ชาวบ้านรู้สึกเสียดายที่
ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของ ตน
โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัด ที่เขาเคยร่วมสนุกกัน
จากนั้นก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ลและแขวนแผ่นขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ซึ่ง
ก็มีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นขนมและของขวัญ
อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

เราจะเห็นได้ว่าวันคริสต์มาสเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตร
ของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เป็นพระเจ้า ที่จะอยู่กับเราตลอดไป
เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ เป็นพี่หัวปีที่จะนำมนุษย์ทั้งมวลไปสู่พระบิดาเจ้า
พระองค์เป็นความสำเร็จบริบูรณ์ ตามคำ สัญญาของพระเจ้าที่จะดูแลป้องกัน
รักษาเราผู้เป็นประชากรของพระองค์
เพลง   :   Jingle Bell
Dashing through the snow
On a one-horse open sleigh,
Over the fields we go,
Laughing all the way;
Bells on bob-tail ring,
making spirits bright,
What fun it is to ride and sing
A sleighing song tonight
Jingle bells, jingle bells,
jingle all the way!
O what fun it is to ride
In a one-horse open sleigh

A day or two ago,
I thought I'd take a ride,
And soon Miss Fanny Bright
Was seated by my side;
The horse was lean and lank;
Misfortune seemed his lot;
He got into a drifted bank,
And we, we got upsot.
Jingle Bells, Jingle Bells,
Jingle all the way!
What fun it is to ride
In a one-horse open sleigh.

A day or two ago,
the story I must tell
I went out on the snow
And on my back I fell;
A gent was riding by
In a one-horse open sleigh,
He laughed as there
I sprawling lie,
But quickly drove away.
Jingle Bells, Jingle Bells,
Jingle all the way!
What fun it is to ride
In a one-horse open sleigh.

Now the ground is white
Go it while you're young,
Take the girls tonight
And sing this sleighing song;
Just get a bob-tailed bay
two-forty as his speed
Hitch him to an open sleigh
And crack! you'll take the lead.
Jingle Bells, Jingle Bells,
Jingle all the way!
What fun it is to ride
In a one-horse open sleigh.

http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=1040


8
เยี่ยมมากเลย คล้ายโครงการของ  Amway เลย

9
สามารถขอย้ายได้ครับแต่มี 2 กรณี
1.กรณีที่เกินความสามารถของรพ.  รพ.ก็จะส่งไปตามเส้นทางการส่งต่อ โดยโรงพยาบาลเราจะขึ้นอยู่กับ รพ.เพชรบูรณ์ และพุทธชินราช และโรงพยาบาลอื่นๆ ขึ้นกับกรณีตามบัตรทอง

2.ในกรณีที่คนไข้อยากไปหรือไปเอง  โดยรพ.ที่จะไปไม่ขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข หรือ นอกเหนือสิทธบัตรทอง

ก็ไปได้เลยนะครับ  แต่คนไข้ต้องเสียตังเองแค่นั้นหละครับ  และอาจต้องเซนต์ไม่สมัครในอยู่ถ้าอยู่ในรพ.


10
ผลเลือดส่งใหญ่จะได้เลยใน 1 วัน
หากเป็นผลที่ส่งตรวจข้างนอก( ที่โรงพยาบาลตรวจไม่ได้ต้องส่งไปตรวจที่ กทม. หรือพิษณุโลก)
ต้องรอนานประมาณ 1 อาทิตย์ หรือมากกว่านั้นแล้วแต่ความยากง่ายของผล มากสุด 1 เดือน

ส่วนผล x-ray  computer ถ้าเป็นผลส่วนใหญ่ทราบผลเลยทันที  เช่นเลือดออกในสมอง หรือเส้นเลือดตีบที่สมอง

แต่ถ้าในกรณีที่เป็นที่ท้อง หรือที่อื่น ๆ อาจจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญอ่าน  อาจต้องรอผู้เชี่ยวชาญก่อน
บังเอิญที่นี่ (รพ.นี้ไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการอ่านฟิลม์ด้วย อิอิ )

11
ถามตอบทั่วไป / ใครมียาดีช่วยผม.........ด้วย
« เมื่อ: ตุลาคม 09, 2009, 12:08:18 PM »
บังเอิญผมที่ว่าคือ  ผมบนศีรษะผมเอง  มันร่วงวันละ 30 เส้นเลย เซงมาก ๆ ใครมียาดี ๆ ช่วยผมทีนะ
สมุนไพรก็ได้

12
ผมโหวตให้พี่ ชิต.....อาร์...อาร์

13
โคเลสเตอรอลสูง (High Cholesterol) 


โคเลสเตอรอลหรือไลปิด เป็นสารไขมันที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด และมีความจำเป็นต่อระบบที่สำคัญของร่างกาย เช่น สร้างผนังเซลล์และฮอร์โมนบางชนิด
ระดับโคเลสเตอรอลที่สูงเกินไป ก่อให้เกิดภาวะไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดแดง ซึ่งจะขัดขวางการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
ผู้ที่ไม่เสี่ยงต่อภาวะโคเลสเตอรอลสูงนี้ ต้องมีระดับ HDL (ไลโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง หรือเรียกว่า โคเลสเตอรอลชนิดดี) อยู่ที่ 45 และ LDL ต่ำกว่า 130 ยิ่งถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น เป็นโรคหัวใจ หรือเบาหวาน สูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโคเลสเตอรอลสูงควรมีค่า LDL ต่ำกว่า 100

วิตามินและแร่ธาตุที่มีผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
วิตามิน C (100-500 มก.)
: ผลการวิจัยจำนวงนมากไม่เพียงแต่แสดงความสัมพันธ์ของปริมาณวิตามิน C ที่ร่างกายได้รับกับระดับของ HDL (ไลโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง หรือเรียกว่า โคเลสเตอรอลชนิดดี) ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นอัตราส่วนกัน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของระดับ HDL ในกระแสเลือดของผู้ที่เริ่มต้นเพิ่มปริมาณวิตามิน C แบบง่ายๆ คือ การรับประทานผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน C ที่สามารถลดระดับโคเลสเตอรอล LDL (ไลโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ หรือเรียกว่า โคเลสเตอรอล "ตัวร้าย") ในร่างกายได้ดี

วิตามิน E (100-400 IU)
: เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เป็นส่วนหนึ่งของอนุภาคของไขมัน LDL (ไลโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ หรือเรียกว่า โคเลสเตอรอล "ตัวร้าย") ที่กระจายอยู่ในกระแสเลือด วิตามิน E ในไขมัน LDL จะช่วยลดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมันชนิดนี้ โดยทำงานร่วมกับสารแอนตี้ออกซิแดนท์ชนิดอื่นๆ เช่น วิตามิน C
ข้อควรระวัง :
- หากมีระดับโคเลสเตอรอลสูง ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
- หากกำลังรับประทานยาควบคุมความดันโลหิตหรือแอสไพริน ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามิน E
- ปริมาณวิตามิน C ที่รับประทานเสริมในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 2,000 มก. เพราะจะทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้


โรคหัวใจ (Heart Disease) 


ทศวรรษที่ผ่านมา วงการแพทย์ทราบว่ากุญแจหลักของการหลีกเลี่ยงโรคหัวใจ คือ การไม่สูบบุหรี่ ทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลน้อย ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน และลดความเครียดในชีวิตประจำวัน แต่วันนี้บรรดาแพทย์และนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่า วิตามิน C และ E อาจมีผลในการป้องกันโรคหัวใจ
แม้ไม่อาจระบุได้ว่า การขาดสารอาหารเหล่านี้ จะก่อให้เกิดโรคหัวใจ แต่มีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจรายงานว่า กลุ่มควบคุมน้ำหนักที่ได้รับวิตามิน E ในปริมาณที่เพียงพอ ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจลงถึงร้อยละ 30-40 และสำหรับกลุ่มควบคุมน้ำหนักที่ได้รับวิตามิน C เพิ่ม ลดความเสี่ยงลงได้ประมาณร้อยละ 43 และสำหรับกลุ่มที่ได้รับวิตามินทั้ง 2 ชนิด ลดความเสี่ยงลงได้ถึงร้อยละ 63 จากกลุ่มที่ไม่ได้รับวิตามินเสริม

วิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ
วิตามิน E
: เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เป็นส่วนหนึ่งของอนุภาคของไขมัน LDL (ไลโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ หรือเรียกว่า โคเลสเตอรอล "ตัวร้าย") ที่กระจายอยู่ในกระแสเลือด วิตามิน E ในไขมัน LDL จะช่วยลดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมันชนิดนี้ โดยทำงานร่วมกับสารแอนตี้ออกซิแดนท์ชนิดอื่นๆ เช่น วิตามิน C

วิตามิน C
: มีการวิจัยบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า เมื่อ LDL ทำปฏิกิริยาในการละลายวิตามิน E และวิตามิน C จะเกิดรูปแบบการเรียงตัวใหม่ของวิตามิน E ซึ่งมีผลทำให้โคเลสเตอรอลที่เกาะผนังเส้นเลือดลดลง

กรดโฟลิค
: ช่วยป้องกันการเกิดของเสียจากปฏิกิริยาต่างๆ ในร่างกายเพราะของเสียเหล่านั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้ผนังเส้นเลือดฉีกขาดได้

เซเลเนียม (100 ไมโครกรัมต่อวัน และไม่ควรเกิน 200 ไมโครกรัม)
: เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยในการยับยั้งการก่อตัวของเส้นเลือดที่ผิดปกติ อันนำมาซึ่งอาการเส้นเลือดขอด และยังทำหน้าที่ควบคุมสมดุลระหว่างไขมันชนิดดี (HDL) และไขมันตัวร้าย ทำให้ลดการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน
ข้อควรระวัง :
- หากเป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุทุกชนิด
- หากรับประทานยา Statins ไม่ควรรับประทานวิตามิน C เกิน วันละ 1,000 มก.
- ไม่ควรรับประทานวิตามิน E เกินวันละ 800 IU เพราะจะไปลดการทำงานของยาลดโคเลสเตอรอลในเลือด
- หากรับประทาน niacin ไม่ควรรับประทานวิตามิน C และวิตามิน E เกินปริมาณวันละ 1,000 มก. และ 800 IU เพราะจะรบกวนการทำงานของ niacin ในการควบคุมโคเลสเตอรอล
- หากรับประทานยาลดความดันโลหิต หรือแอสไพริน ไม่ควรรับประทานวิตามิน E เพราะแอสไพริน และยาลดความดันสามารถป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอดได้อยู่แล้ว แพทย์เห็นตรงกันว่า ผู้ป่วย Stroke หรือมีปัญหาเลือดออกง่าย ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานวิตามินE
- ปริมาณวิตามิน C ที่รับประทานเสริมในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 2,000 มก. เพราะจะทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้

http://www.elib-online.com/doctors46/food_vitamin005.html ข้อมูลดูในนี้นะ

14
เบาหวาน (Diabetes) 


เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความบกพร่องของร่างกาย คือ ไม่สามารถผลิตหรือนำฮอร์โมนอินซูลิน ไปใช้การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันบางส่วน ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างและระบบต่างๆ ของร่างกายถูกทำลาย จึงเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย ตาบอด หรือสูญเสียอวัยวะเนื่องจากเป็นแผลเรื้อรังจากเบาหวาน
การรักษาและการป้องกันเบาหวาน ทำได้โดยใช้หลักการโภชนาการเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด วิตามินและแร่ธาตุเสริมไม่สามารถทดแทนอาหารที่ถูกสัดส่วนตามหลักโภชนาการได้ แต่ก็ช่วยในการป้องกันได้ระดับหนึ่ง ซึ่งอาหารต้านเบาหวานนั้น จะเป็นพวกผัก ผลไม้ รวมทั้งพวกธัญพืช นมไขมันต่ำ หรือปราศจากไขมัน โปรตีนไขมันต่ำ และมีสาร Omega 3 คือ โปรตีนจากปลา โดยเฉพาะปลาแซลมอล น้ำมันคาโนล่า และถั่ววอลนัท

วิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยป้องกันเบาหวาน
แคลเซียม ปริมาณ 500-1,000 มก.ต่อวัน (สำหรับคนที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี วันละ 500 มก. และ 1,000 มก. สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป)
: แคลเซียมนั้นช่วยรักษาระดับวิตามิน B12 ที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมัน

วิตามิน C (100-500 มก.)
: ช่วยปกป้องเซลล์ทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำลง และช่วยในการทำงานของอินซูลิน แต่ในกรณีที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูง กลไกในร่างกายก็จะขับน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะ และวิตามิน C ก็จะถูกขับทิ้งออกมาพร้อมปัสสาวะด้วย

วิตามิน E ( 100-400 IU)
: ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อของร่างกาย รวมทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีอัตราเสี่ยงมากกว่าคนปกติ 2-4 เท่า

โครเมียม
: แม้ว่าร่างกายต้องการแร่ธาตุชนิดนี้ในปริมาณน้อยมาก แต่ก็มีความจำเป็นไม่น้อย เนื่องจากเป็นแร่ธาตุที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ
ข้อควรระวัง :
- ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลด้านโภชนาการก่อนที่จะบรรจุวิตามินและเกลือแร่ลงในรายการอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
- ปริมาณวิตามิน C ที่รับประทานเสริมในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 2,000 มก. เพราะจะทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
- หากรับประทานยา Statins ไม่ควรรับประทานวิตามิน C เกินวันละ 1,000 มก.
- ไม่ควรรับประทานวิตามิน E เกินวันละ 800 IU เพราะจะไปลดการทำงานของยาลดโคเลสเตอรอลในเลือด
- หากรับประทาน niacin ไม่ควรรับประทานวิตามิน C และวิตามิน E เกินปริมาณวันละ 1,000 มก. และ 800 IU เพราะจะรบกวนการทำงานของ niacin ในการควบคุมโคเลสเตอรอล ล

น้ำหนักเกิน (Overweight) 


"ความอ้วน" หรือการมีน้ำหนักเกินเป็นปัญหาที่หลายคนเผชิญอยู่ และพยายามที่จะแก้ไข ด้วยการกำหนดอาหาร ออกกำลังกาย และปฏิบัติตามคำแนะนำหลากกระแสหลายตำราว่ากันไป
แพทย์บางท่านเชื่อว่า การรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมร่วมกับการรับประทานอาหารสุขภาพ และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจะช่วยได้ เนื่องจากคนที่มีน้ำหนักมาก ส่วนใหญ่จะมีภาวะโภชนาการที่ไม่ดี และในรายที่กำลังลดน้ำหนัก จะมีอาการเหนื่อยง่าย เพราะต้องต่อกรกับความอยากอาหาร และปริมาณอาหารที่ลดลง

วิตามินบางตัวสามารถช่วยให้ผู้มีน้ำหนักเกินมีสุขภาพดีและรู้สึกสดชื่น ได้แก่
แคลเซียม (ปริมาณ 1,200-1,500 มก. สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี และวันละ 1,000 มก. สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป)
: คนที่พยายามจะลดน้ำหนัก มักประสบภาวะขาดแคลนแร่ธาตุแมกนีเซียม เหล็ก และแคลเซียม แมกนีเซียมมีความสำคัญต่อการทำปฏิกิริยาภายในร่างกาย รวมทั้งการเต้นของหัวใจ ฉะนั้นแม้ร่างกายจะต้องการแมกนีเซียมในปริมาณน้อย แต่หากได้รับไม่เพียงพอ อาจทำให้เสียชีวิตได้
เหล็ก เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่ผู้ควบคุมอาหารมักจะขาดแคลน โรคที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก ก็คือโรคโลหิตจาง จะก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ หายใจหอบถี่ อ่อนเพลีย หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ และเหนื่อยอ่อน
และเนื่องจากอาหารที่มีแคลเซียมสูงมักมีอยู่ในอาหารไขมันสูง ทำให้ผู้ที่จำกัดอาหารไขมันมาก พลอยไม่ได้รับแคลเซียมไปด้วย ฉะนั้นผู้ที่ควบคุมน้ำหนักจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับแคลเซียมเสริมด้วย

โครเมียม 50-200 ไมโครกรัม (Chromium Picolinate)
: จากผลการวิจัยพบว่า Chromium picolinate (อาหารเสริมจากโครเมียม) ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้นในผู้ที่ออกกำลังกายด้วย จากการวิจัยในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยหลุยส์เซียนา จำนวน 59 คน พบว่า ผู้ที่ได้รับ Chromium picolinate ปริมาณ 200 ไมโครกรัมต่อวัน ร่างกายสามารถสร้างกล้ามเนื้อได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับ 1 เท่า

วิตามิน C 1,000 มก. และ วิตามิน E 100-400 IU
: จากผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่น้ำหนักตัวเกิน และกำลังอยู่ในโปรแกรมการลดน้ำหนัก มีความเสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบทางระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย นอกเหนือจากโรคหัวใจและเบาหวานแล้ว เนื่องจากได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุไม่เพียงพอ รวมทั้งวิตามิน C และ E ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลง และนำมาซึ่งโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หรือการเจ็บป่วยต่างๆ

สังกะสี 15-30 มก. และ ทองแดง 2 มก. (อัตราส่วน 1 มก. ต่อปริมาณสังกะสี 10 มก.)
: โดยทั่วไปโปรแกรมลดน้ำหนักจะกำหนดให้รับประทานอาหารได้ไม่เกิน 1,200 แคลอรี่ต่อวัน บางครั้งการปฏิบัติตามโปรแกรมอย่างเคร่งครัด ก็อาจเสี่ยงต่อการขาดสังกะสีได้ ซึ่งหากเกิดภาวะขาดสังกะสีก็จะส่งผลให้ ผมร่วง ผมแห้ว ขาด แตกปลาย ได้
ข้อควรระวัง :
- ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการรับประทานโครเมียม ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อปรับระดับปริมาณอินซูลินที่เหมาะสมเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
- หากเป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานแมกนีเซียมเสริม
- การรับประทานสังกะสีมากกว่าปริมาณ 15 มก.ต่อวัน ต้องอยู่ภายใต้การดแลของแพทย์
- หากมีปัญหาเกี่ยวกับสโตร๊ค หรือรับประทานยาละลายลิ่มเลือดต้องปรึกษาแพทย์ก่อนได้รับวิตามิน E

15
มะเร็ง (Cancer) 


ถึงแม้จะไม่มียาวิเศษใดรักษามะเร็งได้ในวันนี้ แต่การควบคุมอาหาร และบริโภคอาหารที่มีสัดส่วนทางโภชนาการที่เหมาะสมอาจช่วยได้
หลายฝ่ายในวงการแพทย์เชื่อว่า การรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะต้นๆ ซึ่งหากได้รับโภชนาการที่ดีในระยะนี้ จะสามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่า การใช้โภชนาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาโรคได้เช่นกัน
แม้วันนี้จะยังไม่มีผลการวิจัยใดที่สามารถระบุได้ว่า การควบคุมอาหารตามหลักโภชนาการ สามารถลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้อย่างไร แต่ก็มีวิตามินและแร่ธาตุบางตัวที่มีแนวโน้มว่าเป็นตัวต้านมะเร็งได้

วิตามินและแร่ธาตุที่เชื่อกันว่าช่วยต้านมะเร็งได้
แคลเซียม (วันละ 500 มก. ในรายที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี และ 1,000 มก. ในรายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี)
: ผลการวิจัยจากกลุ่มทดลอง พบว่ากลุ่มที่ได้รับแคลเซียม 1,200 มก. เป็นประจำทุกวัน ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลงร้อยละ 20 ซึ่งขณะนี้กำลังมีการวิจัยเพิ่มเติมว่า ผลที่ได้นี้เกิดจากการรับประทานแคลเซียมร่วมกับสารต้านมะเร็งอื่นๆ หรือไม่

วิตามิน D (400 IU)
: จากผลการของ NIH สหรัฐ ซึ่งทำการศึกษามะเร็งเต้านม โดยแบ่งให้กลุ่มหนึ่งได้รับวิตามิน D เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับ พบว่าเซลล์กลายพันธุ์กลุ่มหนึ่งกลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิมได้ และไม่แสดงผลเหมือนเซลล์มะเร็งอีก ในการทดลองกับเซลล์มะเร็งบริเวณอื่นก็ได้ผลเช่นเดียวกัน ปัจจุบันการทดลองนี้กำลังจะขยายผลต่อไป หลังจากการทดลองในสัตว์ประสบผลแล้ว

กรดโฟลิค (400 ไมโครกรัม)
: โฟเลทเป็นสารอาหาร ที่ช่วยปกป้องร่างกายจากเซลล์มะเร็ง หากร่างกายมีปริมาณโฟเลทไม่เพียงพอก็จะทำให้เซลล์อ่อนแอ ไม่สามารถซ่อมแซมและปกป้องร่างกายได้ แพทย์บางท่านเชื่อว่า โฟเลทในปริมาณ 400-800 ไมโครกรัมต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ขณะที่บางท่านแนะนำให้รับประทานร่วมกับวิตามิน B12 1,000 มก.ทุกวัน หากผู้นั้นมีประวัติญาติพี่น้องเป็นมะเร็ง โดยจากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ทำกับกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงจำนวน 88,000 ราย พบว่าในรายที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งและได้รับโฟเลทจากอาหารที่ทานเข้าไป จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ เปรียบเทียบกับหญิงที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติญาติพี่น้องป่วยเป็นมะเร็งแต่ขาดแคลนโฟเลท กลับมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 19

เซเลเนียม (200 ไมโครกรัม)
: มีรายงานการวิจัยหลายชิ้นระบุว่า เมื่อร่างกายมีปริมาณเซเลเนียมลดลง อัตราความเจ็บป่วยจากมะเร็งก็จะเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นหากร่างกายได้รับเซเลเนียมในปริมาณที่มากพอ ก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้
ขณะนี้มีรายงานจำนวน 6 ชิ้นที่ทำการศึกษาความสัมพันธ์ของเซเลเนียมกับการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก ในประเด็นของการป้องกันและการยับยั้งการกระจายตัวของโรค การศึกษาชิ้นหนึ่ง พบว่าชายที่รับประทานเซเลเนียมวันละ 200 ไมโครกรัมทุกวันเป็นเวลา 10 ปี จะลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึงร้อยละ 63

วิตามิน C 500 มก. (แพทย์อาจแนะนำให้เพิ่มวิตามิน C ตั้งแต่ 50-5,000 มก.ต่อวัน หรือมากกว่านั้น แต่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ปริมาณ 250-1,000 มก.)
: วิตามิน C ช่วยในการทำลายอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดความผิดปกติของเซลล์ร่างกาย ที่จะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
วิตามิน C ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และเสริมการทำงานของวิตามิน E ซึ่งเป็นวิตามินอีกชนิดหนึ่งที่มีผลในการต้านทานมะเร็ง จึงควรรับประทานวิตามินทั้งสองชนิดเพื่อช่วยเสริมกัน

วิตามิน E (100-400 มก.)
: วิตามิน E มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างผนังเซลล์ให้แข็งแรง ป้องกันเซลล์จากปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย ที่จะทำลายเซลล์และส่งผลให้เกิดมะเร็งตามมา และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ทำให้เข้าต่อกรกับเซลล์ร้ายอย่างมะเร็งได้ดี
จากผลการวิจัยพบว่า วิตามิน E ป้องกันและต้านทานมะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านมได้ หลายๆ นักวิจัยหลายๆ คน เชื่อมั่นว่า จากผลการวิจัยของวิตามิน E ที่ได้มา จะเป็นกุญแจสำคัญของการค้นพบกุญแจในการต้านมะเร็ง
ข้อควรระวัง :
- ก่อนการรับประทานโฟลิค ในปริมาณที่มากกว่า 400 ไมโครกรัมต่อวัน ควรปรึกษาแพทย์ เพราะโฟลิคในปริมาณที่สูงเกินไป จะก่อให้เกิดภาวะร่างกายขาดวิตามิน B12 และทำให้เกิดภาวะโลหิตจางอย่างร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
- กรณีที่คุณกำลังได้รับเคมีบำบัดด้วยยาชื่อ methotrexate ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานโฟเลท
- การเสริมเซเลเนียม ที่มีปริมาณมากกว่า 100 ไมโครกรัม ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
- การเริ่มรับประทานวิตามิน C ควรเริ่มในปริมาณน้อยๆ แล้วค่อยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการเริ่มด้วยปริมาณที่มาก อาจทำให้บางคนท้องเสียได้
- หากยังอยู่ในโปรแกรมการเคมีบำบัด ห้ามรับประทานวิตามิน C เพราะอาจมีผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการรักษาแบบนี้ กับวิตามิน C
- หากคุณกำลังรับประทานยาลดความดันโลหิต หรือแอสไพริน ปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานวิตามิน C เสริม

หน้า: [1] 2 3 ... 9