แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - <(*_*)>

หน้า: [1]
1
อยากมีชมรมคนที่ชื่อชมการตกปลา 
ไม่ว่าเพื่อจะหารายได้  หรือเพื่อนันทนาการ หรือเพื่อนำมาประกอบอาหาร
ขอสอบถามไปยังพี่ป้อมห้อง OR  พี่เชิด พี่ยม พี่ธเนตรพขร. หรือน้องจักรห้องแลป น้องโต้งนักคอม  น้องบุม ER และพี่ชะอม
เราควรจัดตั้งชมรม คนรักคัน (เป็นชมรมที่ตรงข้ามกับชมรมพุทธรรม 55+ เขาทำบุญ เราทำบาป ฮาฮาฮา )
เมื่อไหร่ดี สิ่งจำเป็นคือมันต้องมีประธาน และแหล่งมั่วสุม เฮ้ยไม่ใช่ที่ประชุมที่ไหนดี  เผื่อจะได้จัดทริปไปตกปลาต่างจังหวัดกันบ้าง

2
เมื่อมั่งมี มากมาย มิตรมามอง
เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมูหมา
เมื่อไม่มี หมดมิตร มุ่งมองมา
เมื่อมอดม้วย หมูหมา ไม่มามอง


กลอนอยู่หน้าบ้านน้องแฟ้ม บ้านบุมะกรุด

ว่าง ๆจะแต่ก.ไก่หมดบ้าง 555+

3
ถามตอบทั่วไป / ประวัติวันคริสต์มาส
« เมื่อ: ธันวาคม 18, 2009, 08:56:18 AM »

คือ การฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม
คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ  Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ
ว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" 
คำว่า "Christes Maesse"  พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี 1038
และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas ในภาษาไทย "คริสต์มาส" ก็มีความหมาย
เช่นกัน คำว่า "มาส" แปลว่า "เดือน"
เทศกาลคริสต์มาสจึง เป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพิเศษ
คำว่า"มาส" คือ"ดวงจันทร์" ตีความหมายในภาษาไทยคือพระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก
เหมือนดวงจันทร์ เป็นความสว่างในตอนกลางคืน  Merry X'mas คำว่า Merry
ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า"สันติสุขและความสงบทางใจ" คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น
ขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ    ถือเอาประเพณีของชนในท้องถิ่นนั้น
มาประยุกต์เข้ากับศาสนา โดยจัดให้มีการฉลองเพื่อระลึก ถึงการบังเกิดของพระเยซู
ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศประเพณี นี้
ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษ ที่ 4 และ ค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป

ประวัติ....ซานตาคลอส

วันคริสต์มาสนี้เริ่มตั้งแต่คริสตวรรษที่4 มีนักบุญคนหนึ่งชื่อ "นิโคลาส "
หรือ "เซนต์นิโคลาส" ท่านเป็นนักบุญ ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อเป็นเด็กหนุ่ม
ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆราชแห่งแคว้นไมรา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี
ท่านได้กลายเป็นนักบุญอุปถัมถ์ประจำชีวิตเด็ก เด็กในประเทศอังกฤษ จะเรียกคุณตาใจ
ดีว่า "คุณพ่อแห่งวันคริสต์มาส" ( Father Christmas )
เด็กเยอรมันนีเรียกว่า "ญาติแห่งพระคริสต์ " ( Christ Child )
เด็กชาวดัชท์เรียกว่า "ซาน นิโคลาส" หรือ "Sankt  Klous"
ในที่สุดกลายเป็น "ซานตาคลอส" ติดปากเด็กๆทั่วโลก
ในปี ค.ศ. 1866 นักวาดการ์ตูนชาวอเมริกัน ชื่อ โธมัส แนส เป็นคนแรกที่วาดภาพของ
ซานตาคลอสขึ้นมาลักษณะเหมือนที่เรา เห็นทุกวันนี้ ลงพิมพ์ในหนังสือ
"Horpers Weekly"เป็นครั้งแรกใบหน้าของซานตาคลอส
เป็นสีแดงอมชมพูเหมือนกลีบกุหลาบ จมูกแดงเหมือนผลเชอรี่สุก
นัยน์ตาสุกใสเป็นประกาย หนวดเคราสีขาวท่าทางใจดี   ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียง
ตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์
ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย คือความปิติยินดีชื่นชม
ความโอบอ้อมอารี ความรัก  และความเป็นกันเอง     
 

..ต้นคริสต์มาส..
ในสมัยโบราณหมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน
และทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ศตวรรษที่11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัด
ถึงความหมายของคริสต์มาสและเอาตันไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉากแสดงถึง
บาปกำเนิดของอาดัมและเอวาต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่าย
ที่สุดในประเทศเหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี
จนถึงศตวรรษที่15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง
เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่น เหมือน ลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง
และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง   ชาวบ้านรู้สึกเสียดายที่
ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของ ตน
โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัด ที่เขาเคยร่วมสนุกกัน
จากนั้นก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ลและแขวนแผ่นขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ซึ่ง
ก็มีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นขนมและของขวัญ
อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

เราจะเห็นได้ว่าวันคริสต์มาสเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตร
ของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เป็นพระเจ้า ที่จะอยู่กับเราตลอดไป
เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ เป็นพี่หัวปีที่จะนำมนุษย์ทั้งมวลไปสู่พระบิดาเจ้า
พระองค์เป็นความสำเร็จบริบูรณ์ ตามคำ สัญญาของพระเจ้าที่จะดูแลป้องกัน
รักษาเราผู้เป็นประชากรของพระองค์
เพลง   :   Jingle Bell
Dashing through the snow
On a one-horse open sleigh,
Over the fields we go,
Laughing all the way;
Bells on bob-tail ring,
making spirits bright,
What fun it is to ride and sing
A sleighing song tonight
Jingle bells, jingle bells,
jingle all the way!
O what fun it is to ride
In a one-horse open sleigh

A day or two ago,
I thought I'd take a ride,
And soon Miss Fanny Bright
Was seated by my side;
The horse was lean and lank;
Misfortune seemed his lot;
He got into a drifted bank,
And we, we got upsot.
Jingle Bells, Jingle Bells,
Jingle all the way!
What fun it is to ride
In a one-horse open sleigh.

A day or two ago,
the story I must tell
I went out on the snow
And on my back I fell;
A gent was riding by
In a one-horse open sleigh,
He laughed as there
I sprawling lie,
But quickly drove away.
Jingle Bells, Jingle Bells,
Jingle all the way!
What fun it is to ride
In a one-horse open sleigh.

Now the ground is white
Go it while you're young,
Take the girls tonight
And sing this sleighing song;
Just get a bob-tailed bay
two-forty as his speed
Hitch him to an open sleigh
And crack! you'll take the lead.
Jingle Bells, Jingle Bells,
Jingle all the way!
What fun it is to ride
In a one-horse open sleigh.

http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=1040


4
ถามตอบทั่วไป / ใครมียาดีช่วยผม.........ด้วย
« เมื่อ: ตุลาคม 09, 2009, 12:08:18 PM »
บังเอิญผมที่ว่าคือ  ผมบนศีรษะผมเอง  มันร่วงวันละ 30 เส้นเลย เซงมาก ๆ ใครมียาดี ๆ ช่วยผมทีนะ
สมุนไพรก็ได้

5
ผมโหวตให้พี่ ชิต.....อาร์...อาร์

6
8 โรคคนเมือง กับการใช้วิตามิน
โรคภูมิแพ้ (Allergies) 



โรคภูมิแพ้เป็นโรคทางพันธุกรรม เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความไวต่อสารก่อภูมิแพ้มากเกินไป ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่ว่านี้อาจเป็นสิ่งปกติตามธรรมชาติ เช่น ขนแมว ละอองเกสร ไรฝุ่น ฯลฯ แต่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านเหมือนกับว่าสิ่งนั้นเป็นแบคทีเรียหรือไวรัส
แพทย์บางท่านเชื่อว่า โภชนาการที่ดีและการได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เหมาะสม สามารถปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ แต่ก็ยังไม่เป็นที่พิสูจน์แน่ชัด

วิตามินและแร่ธาตุที่เชื่อกันว่าช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
แมกนีเซียม
: ช่วยคลายการหดตัวของถุงลมปอด ผลการวิจัยกับสัตว์ในห้องทดลองพบว่า สัตว์ทดลองที่มีระดับแมกนีเซียมน้อย มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามิน C (วันละ 100-500 มก.)
: ผลการวิจัยบางชิ้นพบว่า ระดับวิตามิน C ที่สูงขึ้น ช่วยลดการเกิดอาการภูมิแพ้ และบางรายงานการวิจัยระบุว่า วิตามิน C ช่วยควบคุมปฏิกิริยาภูมิแพ้ให้สงบลง

ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids)
: ไบโอฟลาโวนอยด์ เป็นสารเคมีผสม ซึ่งคล้ายกับวิตามิน C มีผลในการช่วยยับยั้งปฏิกิริยาชีวเคมีของร่างกายที่จะก่อให้เกิดภูมิแพ้
ข้อควรระวัง :
- ในกรณีที่เป็นโรคหัวใจ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานแมกนีเซียมเสริม
- ไม่ควรรับประทานแมกนีเซียมรวมเกินวันละ 350 มก. เพราะจะทำให้ท้องร่วงได้
- ปริมาณวิตามิน C ที่รับประทานเสริมในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 2,000 มก. เพราะจะทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้

นอนไม่หลับ (Insomnia) 


จากผลการศึกษาพบว่า ประชากรวัยผู้ใหญ่กว่าร้อยละ 30 ไม่ได้รับการพักผ่อนนอนหลับอย่างมีคุณภาพและพอเพียง ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจในแต่ละวันได้อย่างมีคุณภาพ (ซึ่งแพทย์ใช้เป็นเครื่องมือชี้วัดอาการของโรคนอนไม่หลับ)

วิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยให้คุณนอนหลับได้อย่างสบาย
ทองแดง (2 มก.)
: ผลการศึกษาจาก USDA พบว่าปริมาณทองแดงสัมพันธ์กับการนอนไม่หลับในสตรีก่อนวัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ควบคุมน้ำหนักจนร่างกายได้รับปริมาณทองแดงน้อยกว่า 1 ไมโครกรัมต่อวันเป็นเวลานาน จะมีปัญหาด้านการนอน ตื่นนอนตอนเช้าด้วยความรู้สึกว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ มากกว่าผู้หญิงควบคุมน้ำหนักที่ได้รับทองแดงวันละ 2 ไมโครกรัม

แมกนีเซียม (400 มก.)
: ผลการวิจัยบางชิ้นพบว่า การที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำกว่า (ต่ำกว่า 200 มก.ต่อวัน) ส่งผลให้นอนหลับไม่สนิท และตื่นบ่อยๆ กลางดึก
ข้อควรระวัง :
- หากมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานแมกนีเซียม
- ปริมาณแมกนีเซียมที่มากกว่าวันละ 350 มก. จะทำให้ท้องร่วงได้

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) 


อาการหลงๆ ลืม เมื่อย่างเข้าวัยกลางคน เป็นสัญญาณเตือนของโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคที่กำลังคุกคามประชากรโลกอยู่อย่างน่าเป็นห่วง พบว่า 1 ใน 10 ของคนอเมริกันที่มีอายุมากว่า 65 ปี ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์และกว่าครึ่งหนึ่งมีอายุมากกว่า 85 ปี
สาเหตุที่แท้จริงของอัลไซเมอร์นั้น ยังไม่มีการระบุอย่างชัดเจน เพียงแต่พบว่าผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ จะมีความผิดปกติของเส้นประสาทในสมอง ทำให้ขัดขวางการทำงานของระบบประสาท รบกวนการส่งสัญญาณต่างๆ ซึ่งส่งผลให้อารมณ์และสมรรถภาพของร่างกายเสื่อมลง
การรักษาตามอาการสามารถช่วยได้บ้าง แต่ไม่ได้ทำให้หายขาด ทางที่สามารถช่วยป้องกันได้ คือ การเสริมสร้างระบบประสาทให้แข็งแรงเพื่อป้องกันโรคอันเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาท

วิตามินและแร่ธาตุที่เชื่อกันว่าช่วยเสริมสร้างระบบประสาท
วิตามิน E (วันละ 100-400 IU)
: ผลการวิจัยพบว่า การได้รับวิตามิน E เป็นประจำ ช่วยชะลอการเกิดภาวะความจำเสื่อมด้วยโรคอัลไซเมอร์

วิตามิน C (วันละ 1,000-2,000 มก.)
: เช่นเดียวกับวิตามิน E วิตามิน C เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง การรับประทานวิตามิน C เสริมจึงช่วยได้มาก

ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
: ความผิดปกติของระบบประสาท ก่อให้เกิดอารมณ์เปลี่ยนแปลงฉับพลัน การได้รับ Ibuprofen ช่วยชะลอการเกิดได้
ข้อควรระวัง :
- การรับประทาน Ibuprofen ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ปริมาณวิตามิน C ที่รับประทานเสริมในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 2,000 มก. เพราะจะทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
- หากรับประทานยาควบคุมความดันโลหิตหรือแอสไพริน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานวิตามิน E
- หากรับประทานยา Statins ไม่ควรรับประทานวิตามิน C เกินวันละ 1,000 มก.
- ไม่ควรรับประทานวิตามิน E เกินวันละ 800 IU เพราะจะไปลดการทำงานของยาลดโคเลสเตอรอลในเลือด
- หากรับประทาน niacin ไม่ควรรับประทานวิตามิน C และวิตามิน E เกินปริมาณวันละ 1,000 มก. และ 800 IU เพราะจะรบกวนการทำงานของ niacin ในการควบคุมโคเลสเตอรอล

7
ถามตอบทั่วไป / โรคคาวาซากิ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2007, 04:53:36 AM »
โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease)
โรคคาวาซากิคืออะไร?
เป็นโรคที่เป็นผลมาจากการอักเสบของเส้นเลือดขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วร่างกาย สาเหตุที่แท้จริงของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิดทั้งแบคทีเรียและไวรัส, การใช้แชมพูซักพรม, การอยู่ใกล้แหล่งน้ำ โรคนี้ตั้งชื่อตามนายแพทย์คาวาซากิ ซึ่งเป็นแพทย์ชาวญี่ปุ่น ที่ได้รวบรวมรายงานผู้ป่วยเป็นคนแรกของโลก

อาการของโรคคาวาซากิ
จะเริ่มด้วยอาการไข้สูงลอยทั้งวัน ไม่ค่อยตอบสนองต่อยาลดไข้ ไข้จะเป็นอยู่นานหลายวันหากไม่รักษา มักไม่มีอาการทางหวัดเช่น อาการไอ หรีอน้ำมูกไหล ไม่มีผลการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งวินิฉฉัยโรคนี้ได้อย่างเด็ดขาด แพทย์จะให้การวินิจฉัยได้จากเกณฑ์วินิจฉัยจาก 4 ใน 5 ข้อ ร่วมกับอาการไข้สูงหลายวัน


เกณฑ์การวินิจฉัย
ตาแดงทั้งสองข้าง ไม่มีขี้ตา
ลิ้นแดง (เป็นคล้ายสตอร์เบอรื่) , ปากแดง บางครั้งถึงกับแตก เจ็บมาก
มือเท้าบวมในช่วงแรก มักไม่ยอมใช้มือเท้าเดินหรีอเล่น เนื่องมาจากเจ็บระบม มีผิวหนังลอกเริ่มที่บริเวณขอบเล็บ และ อาจพบที่รอบก้นและขาหนีบ
มีผื่นขึ้นตามตัว เป็นได้ทุกรูปแบบ ยกเว้นตุ่มน้ำหรือตุ่มหนอง
ต่อมน้ำเหลืองโต มักเป็นที่บริเวณคอ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่า 1.5 เซนติเมตร

ประมาณ 80 % ของผู้ป่วยเป็นเด็ก อายุน้อยกว่า 5 ปี โดยส่วนใหญ่จะมีอายุน้อยกว่า 2 ปี

โรคนี้ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาจะเป็นอย่างไร
อาการดังกล่าวมาข้างต้น 5 ข้อ ไม่มีข้อใดจะมีการทำลายอย่างถาวรต่ออวัยวะนั้น ที่สำคัญทึ่สุดคือการอักเสบของเส้นเลือดโคโรนารี่ซึ่งเป็นเส้นเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเมื่อมีการอักเสบมากจะเกิดการโป่งพองของเส้นเลือดนี้ และมีการอุดตันของเส้นเลือด ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง หัวใจวายหรือทำงานล้มเหลวเสียชีวิตได้เส้นเลือดทั่วร่างกายอาจมีการอักเสบได้เช่นกัน เกล็ดเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงท้ายของการดำเนินโรค จะทำให้มีการเสี่ยงต่อการอุดตันของเส้นเลือดเพิ่มขึ้น

โรคคาวาซากิจะรักษาอย่างไร ?
เมื่อพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคคาวาซากิ ควรให้นอนโรงพยาบาลเพื่อการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด

วิธีรักษาทำได้โดย
ให้แอสไพริน เพื่อลดการอักเสบของเส้นเลือด และป้องกันเกล็ดเลือดรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน
( Aspirin ขนาดสูง ในช่วงแรก แบ่งให้ทางปาก เมื่อไข้ลงจะลดยาลง )
 ให้อิมโมโนโกลบูลิน เพื่อลดอุบัติการณ์การการเกิดการโป่งพองและการอักเสบของเส้นเลือดโคโรนารี่

จะต้องดูแลอย่างไรหลังจากออกจากโรงพยาบาล?
หากมีการโป่งพองของเส้นเลือดโคโรนาร๊ ( Coronary artery ) มีโอกาสที่เกิดอุดตันและมีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงได้ ในเด็กเล็กจะบอกเรื่องเจ็บหน้าอกด้านซ้ายไม่ได้แต่จะร้องกวนไม่หยุด ไม่กินนมหรือข้าว ซีด เหงื่อออก หายใจหอบเหนื่อย และชีพจรเต้นเร็วมากขึ้น ให้รีบพามาโรงพยาบาลเป็นการด่วน เพื่อตรวจคลื่นหัวใจ, อัลตราชาวน์หัวใจ ( 2D echocardiogram ) ซ้ำ และให้ยาละลายลิ่มเลือดและขยายหลอดเลือดโคโรนาร๊

หากตรวจไม่พบความผิดปกติของ Coronary artery ตั้งแต่ต้นและได้รับการรักษาที่ถูกต้องแต่ต้น โอกาสเกิดการโป่งพององเส้นเลือดในระยะต่อม จะลดน้อยมาก แต่ต้องมาติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง ให้กินยาแอสไพรินตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

ในช่วงที่กินยาแอสไพริน หากมีการระบาดของอีสุกอีใส ให้หยุดยาและมาติดต่อสอบถาม หรือมาพบแพทย์

8
คุณอยากไปเที่ยวที่ไหนกับคนรู้ใจ
ส่วนผมที่ไหนก็ไม่สำคัญ  ขอแค่มีเธอคนนั้นไปด้วยก็พอ

9
 :) ;) :D ;D >:( :( :o 8) ??? ::) :P :-[ :-X :-\ :-* :'(
อิอิอิอิอิ
อยากรู้ความคิดเห็นของคนที่ทำงานด้านสุขภาพ
ส่วนความคิดของผม
รักษาฟรีดีไหม ตอบดี แต่...การรักษาฟรีนั้นต้องทำงานขั้นพื้นฐานก่อน คือการให้ประชาชนดูแลเอาใจใส่สุขภาพตัวเองเสียก่อน
ยกตัวอย่างง่าย ๆ คนที่เป็นโรคตับ ยังกินเหล้า  หรือคนที่เป็นเบาหวานยังกินของหวานอยู่.....และอื่นๆอีกมากมาย
 ถามว่าประชาชนมีความรู้ไหม......ตอบเลยมี.......แต่ไม่ใส่ใจ  แม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์เองก็ตาม
ส่งเสริมหรือทำลาย ข้อนี้  ตอบว่าไรดีหว่า
มันจะส่งเสริม ถ้าคนผู้นั้นรุ้จักดูแลสุขภาพ หมั่นมาตรวจสุขภาพ
ทำลาย คือ ไหน ๆก็รักษาฟรีหละ ก็กินเหล้า สุบบุหรี่เลย ยังไงก็ไม่เสียตัง

คุ้มไหม......
ตอบทันทีเลยว่าไม่คุ้ม..........มีประเทศไหนในโลกบ้างที่รักษาฟรี นับได้เลยไม่กี่ประเทศ
ว่ากันเรื่องนโยบาย.......มันเป็นอะไรที่โง่สุด ๆ เพราะว่าสิ่งที่น่าลงทุนที่สุด คือการศึกษา 
ถ้าการศึกษายังไปไม่ถึงไหน........ประชาชนไม่มีความรู้ด้านดูแลสุขภาพ........การทุ่มลงทุนเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีมีประโยชน์อะไรหละ
การที่ประเทศต้องติดหนี้...........ซึ่งปัจจุบันก็เยอะอยู่แล้ว   
รายได้ของรัฐมาจากภาษี............ซึ่งก็เก็บจากพวกเงินเดือนประจำเป็นส่วนใหญ่  มันจะได้สักกี่น้ำ

หน้า: [1]